Travel to the Romantic Road in Austria…ออสเตรียในวันใบไม้เปลี่ยนสี (Part 1)

On กันยายน 12, 2014 by admin

 

“การท่องเที่ยวรอบโลก” คงเป็นสิ่งที่หลายคนใฝ่ฝัน บางคนเริ่มก้าวออกไปสัมผัสโลกกว้างใหญ่ใบนี้แล้ว แต่หลายคนกำลังเร่งทำฝันนั้นให้เป็นจริงอยู่ สำหรับส้มการเที่ยวรอบโลกอาจดูเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และยากลำบากอยู่พอสมควร แต่ก็คิดไว้อยู่เสมอว่าในชีวิตหนึ่งขอทำตามความฝันให้สำเร็จซักนิดก็ยังดี แล้ววันนี้ส้มก็โชคดีที่ได้เริ่มต้นความฝันที่ยิ่งใหญ่ของตัวเองอีกครั้ง ด้วยการก้าวออกไปในดินแดนแสนโรแมนติกแห่งหนึ่งของโลก ดินแดนที่เมื่อคุณไปสัมผัสจะหลงรักเข้าอย่างจัง ที่นั่นคือ “สาธารณรัฐออสเตรีย”

 

สาธารณรัฐออสเตรีย (Austria) เป็นประเทศที่ตั้งอยู่ในทวีปยุโรป มีอาณาเขตติดกับประเทศยอดฮิตที่ผู้คนจากทั่วโลกนิยมไป นั่นจึงเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่เวลามาแถบนี้ หลายคนเลือกที่จะไปหลายๆ ประเทศพร้อมกันในคราวเดียว เพราะการเดินทางสะดวกและใช้เวลาไม่นานในการข้ามไปอีกประเทศหนึ่ง ซึ่งรวมถึงส้มด้วยที่ครั้งหนึ่งเคยมีโอกาสได้ไปออสเตรียมาแล้ว แต่นั่นเป็นการเดินทางไป 3 ประเทศ คือ เยอรมนี ออสเตรีย และเช็ก ในระยะเวลา 1 สัปดาห์ การไปรอบนั้นจึงไปแค่ “แตะ” ออสเตรียเท่านั้นเอง แต่การเดินทางในวันนี้ต่างออกไปตรงที่เราจะเที่ยวในรูปแบบ “แกรนด์ออสเตรีย” คือเที่ยวแบบเจาะลึกกันไปเลยค่ะ เป็นโอกาสดีจริงๆ ที่เราจะได้ไปทำความรู้จักและหลงรักเมืองนี้ให้มากขึ้น

ต้องขอออกตัวก่อนนะคะว่าทริปนี้เป็นทริปดองเค็ม เพราะส้มไปตั้งแต่วันที่ 22-29 ตุลาคม ปีที่แล้ว (เรียกว่าเค็มจนได้ที่เลย) แต่แหม!! มาช้ายังดีกว่าไม่มาอ่ะเนอะ เอาเป็นว่ารีวิวนี้ส้มสัญญาว่าจะนำภาพบรรยากาศสวยๆ ของเมืองต่างๆ ในออสเตรียมาให้ชมกันแบบเต็มที่ไปเลยค่ะ

ทริปนี้ส้มเดินทางไปกับบริษัทนำเที่ยว INFINITY TOUR ถือเป็นครั้งแรกที่ได้เดินทางกับบริษัทนี้ ขอบอกว่าประทับใจในการบริการมากค่ะ โดยเฉพาะ “คุณเด่น” เป็นไกด์ที่เก่งและรู้เรื่องประวัติศาสตร์ยุโรปเป็นอย่างดี ฟังแล้วได้ทั้งความรู้และความสนุก สำหรับการท่องเที่ยวในครั้งนี้ส้มขอแบ่งรีวิวออกเป็น 3 ตอนนะคะ

ตอนที่ 1 : บินลัดฟ้าสู่ออสเตรีย ช้อปปิ้งคริสตัล ชมหลังคาทองคำ / เยือนบ้านโมสาร์ท และนอนชมวิวที่เซ็นต์วูฟกัง

ตอนที่ 2 : เที่ยวเหมืองเกลือ ล่องเรือ ชมวิว เมืองฮัลสตัท / ชมเมืองเมลค์ ล่องแม่น้ำดานูบ ทานเมนูดังกรุงเวียนนา

ตอนที่ 3 : ชมความอลังการพระราชวังเชินบรุนน์ ถ่ายรูปคู่กับโจฮัน สเตราท์ จูเนียร์ ดินเนอร์ร้านเก่าแก่กว่า 500 ปี / ช้อปปิ้ง PARNDORF DESIGNER OUTLET ชมโบสถ์เซนต์ สตีเฟน

ปล.1 เนื่องจากส้มไปกับทัวร์ รีวิวชุดนี้จึงไม่มีข้อมูลเรื่องวิธีการเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ แต่ส้มขอชดเชยด้วยภาพวิวสวยๆ แทนแล้วกันนะคะ

 

เตรียมตัวก่อนเดินทาง

ยื่นขอวีซ่า

ออสเตรีย เป็นประเทศที่ต้องยื่นเอกสารเพื่อขอวีซ่า เรียกว่า “วีซ่าเชงเก้น” ในกรณีที่เราเดินทางไปในกลุ่มประเทศเชงเก้น ก็ทำเรื่องขอวีซ่าแค่ครั้งเดียวเท่านั้นค่ะ (ดีงามมาก)

เอกสารที่ต้องใช้ คือ พาสปอร์ต (อายุไม่เกิน 6 เดือน)  , รูปถ่าย 2 นิ้ว (พื้นหลังขาว), สำเนาบัตรประชาชน , สำเนาสมุดบัญชีเงินฝากย้อนหลัง 6 เดือน และจดหมายรับรองการทำงานภาษาอังกฤษ (ระบุตำแหน่ง เงินเดือน อายุงาน และวันลาหยุดงาน) โดยไปยื่นที่ “ศูนย์รับคำร้องขอวีซ่าประเทศออสเตรีย” ตึกสีลมคอมเพล็กซ์ ชั้น 15 ยูนิต C

การแต่งกาย

เนื่องจากช่วงที่ไปเป็นฤดูใบไม้ร่วงอากาศเริ่มหนาวแล้วค่ะ อุณหภูมิ 5-15 อาศาเซลเซียส จึงควรเตรียมเสื้อผ้าที่กันหนาวได้เป็นอย่างดี กันลมได้ด้วยจะเยี่ยมมาก เพราะบางทีอากาศไม่หนาวเท่าไหร่แต่เจอลมเข้าไปตัวแทบแข็ง ส้มแนะนำให้ซื้อฮีทเทคยี่ห้อ UNIQLO เพราะผ้าบางใส่สบายแต่กันลมได้ดีมาก (เคยซื้อลองจอนใส่อึดอัดมากค่ะ) ส่วนถุงมือ ถุงเท้าก็หาที่คุณภาพดีหน่อย จะได้ไม่ปล่อยให้มือเท้าเย็น อีกอย่างที่ควรหาซื้อติดตัวไว้คือแผ่นปิดกันหนาว หาซื้อได้ตามร้านไดโซเลยค่ะ

อื่นๆ

ค่าเงิน : ออสเตรียใช้เงินสกุล EURO ค่ะ เลทที่แลกได้ในตอนนั้นคือ 1 EURO=42.55 บาท

เวลา : ช้ากว่าประเทศไทยประมาณ 5 ชั่วโมง

กระแสไฟ/ปลั๊ก : กระแสไฟฟ้า 230 โวล์ท ปลั๊กใช้แบบ 2 ขากลม

ยารักษาโรค : ควรเตรียมยาไปเผื่อด้วยนะคะ ถึงแม้ทัวร์จะเตรียมให้บ้างแล้ว แต่มีไว้อุ่นใจกว่าค่ะ (สำหรับใครที่อยู่ในอากาศหนาวแล้วรู้สึกแสบจมูก ให้ซื้อวาสลีนมาทา ช่วยได้นะคะ)

อาหารการกิน : คนที่ไม่ค่อยชอบอาหารฝรั่ง แนะนำให้พกอาหารกึ่งสำเร็จรูปไปด้วย เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป , โจ๊ก หรือปลากระป๋อง ถึงแม้ทัวร์เตรียมให้แต่บางทีก็ไม่ถูกใจเราเท่าไหร่ วันไหนเบื่อชีส-ขนมปังก็หันมากินมาม่าต้มยำให้กระชุ่มกระชวยบ้างไรบ้าง (^__^)

 

วันที่ 1-2 : นั่งนกยักษ์ไปลุยยุโรป – ชมหลังคาทองคำที่อินส์บรูค

เราเดินทางกันด้วยสายการบิน Austrian Airlines เที่ยวบินที่ OS 026 ออกจากประเทศไทย (สนามบินสุวรรณภูมิ) เวลา 23.55 และไปถึงสนามบินกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย เวลา 05.35 น. เพื่อเตรียมต่อเครื่องบินเล็กภายในประเทศไปสนามบินอินส์บรูค เพราะเราจะเริ่มเที่ยวจากเมืองนี้กันค่ะ (เที่ยวบินไปอินส์บรูคออกเดินทางจากเวียนนาประมาณ 06.40 น. /ตามเวลาท้องถิ่น)

ออกเดินทางกันเถอะ

2

อาหารบนเครื่อง

 

แต่ใช่ว่าจะได้ต่อเครื่องไปอินส์บรูคเลยนะคะ เพราะเราคือผู้ถูกเลือกเพียง 12 คน จาก 60 กว่าคน ที่จำเป็นต้องรอที่สนามบินกรุงเวียนนาประมาณ 1 ชั่วโมง ก่อนที่จะขึ้นเครื่องไปอินส์บรูคในเที่ยวบินต่อไป เพราะเครื่องบินลำเล็กที่นั่งเต็มจ้า ทัวร์จำเป็นต้องแยกกรุ๊ปเล็กๆ ไว้ก่อน เท่ากับวันแรกเรากับคณะใหญ่แยกกันเที่ยวเลยค่ะ ดีเหมือนกัน Private ดีออก (ชอบๆ)

การได้หยุดรอ 1 ชั่วโมงก็ดีเหมือนกันนะคะ ทัวร์ยังดูแลเราอย่างดีไม่ปล่อยทิ้งให้นั่งเซ็งอยู่ในสนามบิน “คุณเด่น” ไกด์ของเราพาผู้โชคดีไปทานอาหารเช้าที่ “โรงแรม NH HOTEL” ซึ่งตั้งอยู่หน้าสนามบิน ทานเข้าเสร็จ ยังมีเวลาล้างหน้าแปรงฟัน เดินเล่นนิดหน่อย สดชื่นขึ้นเยอะหลังจากต้องขดตัวอยู่บนที่นั่งในเครื่องบินตั้งหลายชั่วโมง มองดูนาฬิกาอีกทีก็ได้เวลาขึ้นเครื่องไปเมืองอินส์บรูคกันแล้วจ้า

มากินข้าวเช้าโรงแรมนี้ค่ะ

อาหารเช้าแบบฝา-หรั่ง

 

เหนือเมฆ (บินไปลงที่สนามบิน อินส์บรูค)

มองลงไปใจสั่นๆ


เมืองอินส์บรูค (Innsbruck)

เมื่อเครื่องนำเรามาถึงสนามบินอินส์บรูค (วิวตรงลานจอดดีงามมาก) ใช้เวลาผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองไม่นานนักค่ะ เมืองนี้ส้มเคยมาเมื่อหลายปีมาแล้ว แต่มีเวลาเที่ยวน้อยมากเรียกว่าชะโงกทัวร์ดีกว่า แต่มารอบนี้ได้ใช้เวลาอยู่ที่นี่นานหน่อย (ดีจัง) สถานที่แรกที่เราจะไปคือ “ลานกระโดดสกีจั้มพ์” ซึ่่งมีจุดชมวิวแบบพาโนราม่าด้วยนะ เรียกว่าเป็นการเปิดทริปที่ประทับใจมากทีเดียวค่ะ

ที่เห็นอยู่ไกลๆ คือจุดกระโดดสกีจั้มพ์ (ใช้ในการแข่งขันโอลิมปิกฤดูหนาว)

มีจุดชมวิวที่สุดยอด

รอบๆ เป็นสวน มีใบไม้เปลี่ยนสีสวยมาก

อนุสาวรีย์ของท่านใดไม่รู้ค่ะ


หลังจากถ่ายรูปจนหนำใจแล้ว ก็นั่งรถต่อไปยัง “เมืองวัทเท่น” (Watten) ที่ตั้งของ “โรงงานสวารอฟสกี้” (SWAROVSKI) ผู้ผลิตคริสตัลชื่อดังแห่งหนึ่งของโลก นอกจากจะได้เลือกซื้อสินค้าที่ทำจากคริสตัลในราคาถูกกว่าประเทศไทยแล้ว ยังมีโอกาสได้เข้าชมนิทรรศการของสวารอฟสกี้ด้วยค่ะ

ลานด้านหน้ามีไจแอนท์ตัวโต

เขียวขจีเชียว

เจ้าหนู

ด้านในนิทรรศการ (บางส่วน)

โซนแห่งการละลายเงินในกระเป๋า

 

มื้อเที่ยงวันนี้เราทานข้าวกันที่ร้านอาหารใน SWAROVSKI เลยค่ะ รสชาติใช้ได้ ไม่เลี่ยนเกินไป แถมขนมหวานหน้าตาดีและอร่อยอีกตังหาก (แต่ละมื้อต้องลุ้นว่าจะได้กินอะไร คือไม่ค่อยชอบอาหารฝรั่งเท่าไหร่ มันเลี่ยนน่ะค่ะ)

มื้อเที่ยงของเราหน้าตาดีเชียวค่ะ

 

อิ่มท้องจากมื้อเที่ยงแล้ว เราไปต่อกันที่ “หลังคาทองคำ” (GOLDENES DACHL) สร้างขึ้นประมาณปี ค.ศ. 1500 ซึ่งถูกสร้างเพิ่มเติมให้กับพระราชวังใหม่นอยเออร์ ฮอฟ (NEUER HOF)  ในการฉลองการหมั้นระหว่างพระเจ้าแม็กซิมิเลี่ยนที่ 1 และพระนางมาเรีย เบียนกา สฟอร์ซ่า (MARIA BIANCA SFORZA) บุตรสาวของดยุคแห่งมิลาน (ข้อมูลที่ได้จากบริษัททัวร์)

แต่ละสถานที่ๆ ไปวันนี้มีเพียงลานสกีเท่านั้นที่ไม่เคยไป ส้มเลยเน้นเดินเล่นไปเรื่อยๆ เข้าซอกนั้นออกตรอกนี้ สนุกดีค่ะ… ครั้งแรกที่ได้ยินคำว่าหลังคาทองคำ จินตนาการภาพไว้อลังการมาก พอเห็นของจริงถึงกับอึ้ง ทำไมมันเล็กจัง!! พอไม่ตะลึงกับหลังคาทองคำแล้ว ก็ถือโอกาสสำรวจเส้นทางร้านค้าและสถาปัตยกรรมดีกว่า (ก่อนกลับโรงแรมหันไปเห็นร้านขายอาหารไทย รีบซื้ออย่างด่วนค่ะ นี่ขนาดกินอาหารฝรั่งไปแค่วันเดียวเองนะเนี๊ยะ)

นี่ไง “หลังคาทองคำ”

ถ่ายรูปคู่หลังคาทองคำเสร็จแล้ว ก็ไปเดินดูซอกนั้นซอกนี้กันดีกว่า

ใครอยากทานเค้กซาเคอร์ ทอร์เท อันเลื่องชื่อ มาที่สาขานี้ได้นะคะ

ประเทศนี้ยืนอยู่มุมไหนก็มักจะเห็นภูเขาเสมอ

น่ารักไปหมด

สมเด็จพระเทพฯ เคยเสด็จมาพักโรงแรมนี้ด้วยค่ะ

ชิลไปไหนจ๊ะเมืองนี้

เจอร้านอาหารไทย รีบเข้าไปอุดหนุนเลย

 

ค่ำคืนนี้เราเข้าพักที่ “Hilton Innsbruck Hotel” ที่ชอบสุดคงหนีไม่พ้นวิวริมหน้าต่างค่ะ ส้มพักอยู่ชั้น 9 ห้อง 915 มองวิวนอกหน้าต่างสวยสุดติ่งกระดิ่งแมวมากอ่ะ (ภาษาวัยรุ่นม่ะ 555) แต่ดันถ่ายรูปมาไม่สวยเท่าที่ตาเห็น (><”) ส่วนอาหารค่ำเรารับประทานที่ห้องอาหารของโรงแรมค่ะ ตั้งใจว่าพอทานข้าวเสร็จจะไปเดินเล่นต่อ แต่สังขารไม่ไหว เลยกลับห้อง อาบน้ำ ล้มตัวลงนอน พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่

ห้องพักกว้างขวาง ตกแต่งเเบบเรียบง่าย

มันสวยที่วิวนี้แหละค่ะ


 

วันที่ 3 : เยือนบ้านโมสาร์ท-พักริมทะเลสาบเซ็นต์วูฟกัง

เมื่อคืนนี้หลับสนิทเลยค่ะ (เจอเตียงดูดวิญญาณอีกแล้ว) ส้มรีบอาบน้ำแต่งตัวเพื่อลงไปทานอาหารเช้า เมนูก็ทั่วไปค่ะ สลัด แฮม ไข่ ชีส ฯลฯ แต่วัตถุดิบคุณภาพดีเลย

อาหารเช้าสำคัญนะคะ


ก่อนขึ้นรถบัสไปเที่ยวต่อในเช้าวันนี้ ส้มต้องรีบมาถ่ายรูปคู่ป้ายโรงแรมก่อน (กลัวจำชื่อโรงแรมไม่ได้ตอนมาเขียนรีวิว 555) พอก้าวเท้าออกนอกอาคารเท่านั้นแหละ กรี๊ด 3 ตลบ… คืออากาศดีมาก เหมือนเมืองเปิดแอร์ไว้ประมาณ 10 กว่าองศา บ้านนอกอย่างอีชั้นนานๆ จะได้สัมผัสอากาศหนาวดี๊ด๊าใหญ่เลยจ้า วันนี้ตารางการท่องเที่ยวของเราไม่แน่นไปแค่ 2 ที่เองคือ เมืองซาลซ์บูร์ก (Salzburg) และเข้าที่พักที่เมืองเซ็นต์วูฟกัง (St. Wolfgang) ไปเที่ยวกันต่อเลยจ้า

หินอันนี้เพื่อความสวยงามหรือฮวงจุ้ยกันแน่น้าาา

ความเป็นเมืองก็มีเสน่ห์เช่นกัน

 

เมืองซาลซ์บูร์ก (Salzburg)

มีสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่งเลยค่ะ ที่แรกของวันนี้คือสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง “มนต์รักเพลงสวรรค์ หรือ The Sound of  Music” ภาพยนตร์ที่ตราตรึงอยู่ในใจของใครหลายคน (น่าจะเป็นรุ่นพ่อแม่เรา) ที่ส้มพูดถึงคือ “สวนมิราเบล” (Mirabell garden) สวนมีขนาดใหญ่พอสมควรค่ะ หลายคนบอกว่าถ้ามาฤดูร้อนดอกไม้สวยกว่านี้อีกหลายเท่าเลย

วิวระหว่างทาง (ถ่ายภาพจากบนรถ)

เมืองซาลซ์บูร์กขาว-ดำ

มาถึงสวนมิราเบลแล้ว

ฤดูใบไม้ร่วง ถ่ายภาพยังไงก็งาม (หมายถึงวิวนะคะ อิอิ)

เดินชมสวนเพลินๆ


จากสวนมิราเบลเดินต่อไปไม่ไกลก็ถึงถนนเกไทรเดร้ (Getreidegasse) ย่านช้อปปิ้งประจำเมือง ใครอยากซื้อช็อกโกแลตยี่ห้อมิราเบล ที่นี่มีร้านให้เลือกซื้อเพียบ (แอบกระซิบว่าถึงแม้จะเห็นยี่ห้อนี้ขายทั่วไปแต่ไม่ใช่ต้นตำรับนะคะ รสชาติไม่อร่อยด้วยกินมาแล้ว ของแท้ห่อเป็นสีเงินแต่จำชื่อยี่ห้อไม่ได้อ่ะ แหะๆ)

ไปเดินถนนแห่งการช้อบปิ้งของเมืองซาลซ์บูร์กกันเถอะ

ก่อนถึงถนนเกไทรเดร้  ต้องข้ามสะพานนี้ไปก่อน (มีคล้องกุญเเจกะเค้าด้วย)

เห็นปราสาทและบ้านเรือนตั้งตระหง่าน เข้ากั๊นเข้ากัน

จับคู่ชูชื่นไม่แคร์สายตาใครเลย (ตาร้อนนะรู้มั้ย)


ถึงซะทีถนนเกไทรเดร้

เดินไปเรื่อยๆ มีสิ่งสวยๆ ให้ชมเยอะแยะ

ไม่รู้อะไร แต่ช๊อบชอบ

เล่นหมากรุกกันมั้ย

อยากนั่งมั่งแต่มันแพง

ในตรอกก็มีร้านรวงมากมาย

ช็อกโกแลตยี่ห้อนี้ไม่ใช่ของดั่งเดิม

 

ถึงจะเด่นเรื่องถนนช้อปปิ้ง แต่จุดหมายที่ทุกคนต้องตามหาคือบ้านเลขที่ 9 หลังสีเหลือง เพราะมันคือบ้านของจินตกวีที่มีชื่อเสียงของโลกนามว่า Mozart” (โมซาร์ท) ด้านบนมีพิพิธภัณฑ์ย่อมๆ แต่ต้องเสียค่าเข้าชมนะคะ จากการสอบถามคนที่เข้าชมได้ความว่าไม่มีอะไรน่าสนใจเลย เอาเป็นว่าถ่ายรูปกับป้ายหน้าบ้านพอเป็นพิธีแล้วก็เดินเล่นกันต่อดีกว่า

ถ้าคุณไม่มายืนดูบ้านหลังนี้ ถือว่าผิด 555

 

มื้อเที่ยงเราไปทานกันที่ร้าน Yuen ส้มไม่รู้ว่าร้านนี้เป็นร้านอาหารจีนที่เดียวหรือเป็นร้านดังประจำแถวนี้กันแน่ เพราะคราวที่แล้วส้มก็มาทานร้านนี้ ดีนะไม่ใช่เมนูเดียวกันด้วย

เมื่อชมเมืองซาลซ์บูร์กจนหนำใจแล้วก็ได้เวลานั่งรถบัสต่อไปอีกประมาณ 50 กิโลเมตร เพื่อมุ่งหน้าไปเมืองเซ็นต์วูฟกัง (St. Wolfgang) ที่พักของเราในค่ำคืนนี้ ระหว่างทางได้มองออกไปนอกหน้าต่างชื่นชมกับแม่น้ำ ต้นไม้ ภูเขา บ้านเรือน ฟินโฮก

วิวข้างทางมองได้ไม่มีเบื่อ

 

เมืองเซ็นต์วูฟกัง (St. Wolfgang)

เป็นสถานที่ๆ ส้มชอบที่สุดในทริปนี้ เมืองเล็กๆ ถนนแคบๆ แต่น่ารักเหลือเกิน บรรยากาศริมทะเลสาบทำให้ความโรแมนติกเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า คนที่ชอบแสงสีคงเฉยๆ กับที่นี่ เพราะมันตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิงค่ะ เซ็นต์วูฟกังเงียบ สงบ มันเหมาะมากกับคนที่ต้องการพักผ่อนจริงๆ

เมืองเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์

ร้านขายสารพัดเกลือ

ไม่ว่าจะเดินไปที่ไหนก็น่าถ่ายรูป

อุ้ย! มีภาษาไทยด้วย

เดินเล่นได้ไม่มีเบื่อ

แอบเข้าไปสำรวจสินค้าในซุปเปอร์มาร์เก็ตซะหน่อย

ริมทะเลสาบยามเย็น


คืนนี้เรานอนที่ “Hotel Weisses Rössl am Wolfgangsee” บอกตรงๆ ว่าโชคดีมากที่ได้มาทริปครั้งนี้ โรงแรมที่ทาอาคารด้วยสีแดงทั้งหลัง มีม้าสีขาวเป็นสัญลักษณ์ ตั้งเด่นจนลืมมองโรงแรมอื่นๆ ไปเลย ความน่ารักของโรงแรมยังไม่หมดเพียงแค่ด้านนอก เมื่อเราเข้ามาภายในการตกแต่งก็คลาสสิกไม่แพ้ใคร เดินไปแต่ละมุมมีเรื่องทำให้เราแปลกใจได้ตลอดเวลา (แนะนำให้นำชุดว่ายน้ำมาด้วยนะคะ มีสระว่ายน้ำและอ่างจากุซซี่ด้วย น่าเล่นมว๊ากกก)

หน้าโรงแรม สวยสะดุดตาสุดๆ (ใบไม้สีแดงส้มข้างขวาเป็นของจริงนะคะ)

ภายในโรงแรมตกแต่งด้วยของโบราณหลายอย่าง น่าสนใจมาก

ชั้นล่างสุดมีอ่างจากุซซี่และสระว่ายน้ำด้วย-ไม่ต้องกลัวหนาว น้ำในสระอุ่นค่ะ


ว่ายน้ำเสร็จก็แวะจิบชาซักแก้ว


มีห้องให้เด็กๆ วิ่งเล่น ใส่ใจดีจริงๆ

 

เราพักอยู่ที่ชั้น 4 ห้อง 60 เปิดประตูออกมาภาพที่เห็นตรงหน้าทำให้ส้มอยากหยุดเวลาไว้ที่วันนี้ ห้องน่ารักได้อีก ไม่คิดว่าในชีวิตจะโชคดีได้อยู่ในห้องที่สวยงามขนาดนี้ ส้มไม่รู้จะบรรยายยังไง เชิญชมภาพเลยดีกว่าค่ะ (มีคลิปด้วยนะจ๊ะ)

โอ๊ยยยย มันฟิน

อุปกรณ์ในห้องน้ำมีครบครัน

ไฮไลน์มันอยู่ตรงนี้ ระเบียงห้องของเรา

มีแมวแวะมาหาถึงห้อง

โรงแรมอยู่ติดกับโบสถ์เลย

 

อาหารเย็นจัดโต๊ะไฮโซจนแทบไม่กล้านั่งเลย มื้อนี้เราก็ได้ทานอาหารขึ้นชื่อของเมืองคือ “ปลาเทราสต์” เค้าว่ามันสดมาก ยอมรับค่ะว่าสดจริง แต่กรรมวิธีการปรุงกับรสชาติมันจืดไปหน่อย คือทอดด้วยน้ำมันมะกอกแล้วก็ปรุงรสด้วยเกลือกับพริกไทยเท่านั้น ดีนะมีน้ำจิ้มแจ่วที่ทัวร์เตรียมมา แซ่บขึ้นหลายเท่าเลย อิอิ

จัดโต๊ะซะเลิศเชียว

มื้อค่ำของเรา


สำหรับวันนี้ขอจบ Part 1 ก่อนนะคะ ขอบคุณทุกคนที่แวะเข้ามาอ่านรีวิว i-som.com มากๆ นะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนต่อไปจ้า บ๊ายบาย

 

ลิ๊งค์ Part 2 https://www.i-som.com/?p=2424

ลิ๊งค์ Part 3 https://www.i-som.com/?p=2426

 

ฝากติดตามเพจด้วยนะคะ www.facebook.com/ISomThailand

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น